ยอดส่งออก K-푸ด ไตรมาส 1 ทะลุ 3.35 พันล้านดอลลาร์ เติบโตต่อเนื่องด้วย 'รสเผ็ด' ที่แม้แต่กำแพงภาษีก็หยุดไม่อยู่
ยอดส่งออก K-Food+ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 อยู่ที่ 3.35 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเผชิญกับแนวโน้มการเพิ่มมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ แต่การส่งออกอาหารเกาหลีไปต่างประเทศยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนได้รับคำนิยามว่าเป็น ‘รสเผ็ดที่แม้แต่ภาษีก็หยุดไม่ได้’
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตในครั้งนี้คืออาหารแปรรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยว โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่าง ‘Bulldak Bokkeum Myeon’ (บะหมี่เผ็ดเกาหลี) ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในตลาดโลกจนกลายเป็นสินค้าหลักของการส่งออก K-푸ด ส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารเร่งเปิดตัวแบรนด์ใหม่และขยายสายการผลิตในต่างประเทศ
กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบท ได้เริ่มดำเนินโครงการ ‘Global NEXT K-Food Project’ เพื่อผลักดันสินค้าที่จะมาเป็น ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรุ่นที่ 2’ โดยคัดเลือกบริษัท 145 แห่งเพื่อสนับสนุนการเข้าสู่ตลาดโลกของสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น เกี๊ยว, กิมจิ, ซอสปรุงรส และอาหารพร้อมทาน เจ้าหน้าที่รัฐระบุว่า “เป้าหมายคือการสร้างสินค้า K-푸ด ที่ฮิตระดับเมกะโปรเจกต์ต่อจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”
กลยุทธ์การปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น (Localization) ของอาหารเกาหลีมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น สถาบันส่งเสริมอาหารเกาหลี (Korean Food Promotion Institute) ประกาศขยายโครงการรับรองร้านอาหารเกาหลีคุณภาพในต่างประเทศไปยังสิงคโปร์, กรุงเทพฯ, จาการ์ตา และฮ่องกง ปัจจุบันมีร้านอาหารเกาหลีที่ได้รับการรับรองรวม 23 แห่งใน 6 เมือง ได้แก่ นิวยอร์ก, ปารีส, โตเกียว, ลอนดอน, ลอสแอนเจลิส และสิงคโปร์ โดยปีนี้จะขยายขอบเขตโดยเน้นไปที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
CJ CheilJedang ได้เริ่มทำการตลาดเชิงประสบการณ์ด้วยการจัดคลาสสอนทำอาหารเกาหลีที่ลอสแอนเจลิสและนิวยอร์กเมื่อต้นเดือนเมษายน โดยเป็นโปรแกรมที่ให้ชาวต่างชาติได้ลองทำอาหารเกาหลีแบบดั้งเดิม เช่น ซุปเต้าเจี้ยวหอยกาบที่ปรากฏในซีรีส์ยอดฮิตของ Netflix เรื่อง ‘Chef of the Tyrant’ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจนเต็มภายใน 30 นาทีหลังเปิดรับสมัคร
สถานะระดับโลกของอาหารเกาหลียังยืนยันได้จากตัวเลข จำนวนร้านอาหารเกาหลีในสหรัฐฯ ปี 2024 เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยไก่ทอดสไตล์เกาหลี, K-BBQ และฮอทดอกสไตล์เกาหลี (Korean corn dog) กำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในตลาดร้านอาหารสหรัฐฯ ส่วนในลอนดอน ร้านสะดวกซื้อสไตล์เกาหลีที่มีระบบหุ่นยนต์ทำอาหารได้เริ่มเปิดให้บริการ แสดงให้เห็นว่าอาหารเกาหลีไม่ได้มีอิทธิพลแค่ในเมนูอาหาร แต่ยังส่งผลต่อการปฏิวัติธุรกิจค้าปลีกอีกด้วย
กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เตรียมดำเนินโครงการ ‘Taste, Style, Rest: K-Culture Experience’ สำหรับชาวต่างชาติในเกาหลีตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2026 โดยเริ่มที่เมืองจอนจูในวันที่ 17 เมษายน เป็นโปรแกรมที่ให้สัมผัสรสชาติ (อาหาร), สไตล์ (วัฒนธรรม) และการพักผ่อนของเกาหลีผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการเผยแพร่คุณค่าของ K-푸ด ในฐานะคอนเทนต์ทางวัฒนธรรมสู่ตลาดโลก ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารเพียงอย่างเดียว
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า “K-푸ด ได้ก้าวข้ามกระแสในโซเชียลมีเดียมาเป็นกลยุทธ์หลักของอุตสาหกรรมอาหารโลกแล้ว และปี 2026 จะเป็นปีแรกที่อาหารเกาหลีเปลี่ยนผ่านจาก ‘เทรนด์’ ไปสู่ ‘กระแสหลัก’ อย่างเต็มตัว”